บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน


ผลแลปจากการตรวจเลือด....มีความหมายว่าอย่างไร


อาจารย์ ดร. วันวิสาข์ อุดมสินประเสริฐ
ภาควิชาชีวเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ภาพประกอบจาก : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/e/ee/Vacutainer_blood_bottles.jpg/220px-Vacutainer_blood_bottles.jpg
อ่านแล้ว 1,511 ครั้ง  
ตั้งแต่วันที่ 27/11/2561
อ่านล่าสุด 40 วินาทีที่แล้ว
http://tinyurl.com/y9qrkd9j
Scan เพื่ออ่านบนมือถือของคุณ http://tinyurl.com/y9qrkd9j
 


การตรวจเลือด (Blood testing) เป็นหนึ่งในวิธีการสำคัญเพื่อบ่งชี้การทำงานของอวัยะต่าง ๆ ภายในร่างกาย หรือเป็นการตรวจวิเคราะห์หาปัจจัยเสี่ยงของสุขภาพของแต่ละบุคคล ซึ่งจะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคหรือสภาวะบางอย่างที่ผิดปกติของร่างกายได้ เชื่อว่าผู้ป่วยหลาย ๆ ท่านหรือผู้ที่เข้ารับการตรวจสุขภาพเมื่อได้ใบผลการตรวจเลือดจากโรงพยาบาลนั้น มักจะไม่เข้าใจความหมายของค่าต่าง ๆ จากข้อจำกัดดังกล่าวบทความนี้จึงได้รวบรวมคำอธิบายและความหมายของค่าต่าง ๆ ไว้เพื่อช่วยให้หลาย ๆ ท่านได้เข้าใจผลเลือดของตนเองได้ดียิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามผลการตรวจเลือดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันความผิดปกติที่พบหรือโรคบางโรคได้ เนื่องจากโรคบางชนิดต้องอาศัยการตรวจหลายอย่างเพื่อยืนยันผลและมีหลายปัจจัยที่ทำให้ผลตรวจเลือดออกมาอยู่ในเกณฑ์ไม่ปกติ เช่น อาหารที่รับประทาน อยู่ในช่วงมีประจำเดือน การออกกำลังกาย ปริมาณแอลกอฮอล์ที่ดื่ม หรือการใช้ยาบางชนิด จึงจำเป็นต้องมีการตรวจในขั้นตอนต่อไปเพิ่มขึ้นตามดุลยพินิจของแพทย์ หรือตรวจซ้ำอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตามการตรวจเลือดเป็นวิธีการพื้นฐานที่สำคัญและจำเป็นที่จะใช้ในการวินิจฉัย ซึ่งในปัจจุบันการตรวจเลือดแบ่งได้หลายประเภทดังนี้



ภาพจาก : https://dlg7f0e93aole.cloudfront.net/wp-content/uploads/blood-750x450.gif

การตรวจทางเคมีในเลือด (Blood Chemistry)

น้ำตาลในเลือด (Blood sugar)
    การเตรียมผู้ป่วย ผู้ป่วยอดอาหารก่อนการเจาะเลือด 8 ชั่วโมง (ดื่มน้ำเปล่าได้)
  1. Glucose กลูโคสเป็นน้ำตาลชนิดสำคัญในร่างกายทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานให้แก่เซลล์ต่าง ๆ ทางการแพทย์ใช้น้ำตาลกลูโคสเป็นสารบ่งชี้โรคเบาหวาน
      ค่าปกติ
    • ผู้ใหญ่ 70-100 mg/dL
    • เด็ก 60-100 mg/dL
      ค่าสูง
    • 100-125 mg/dl มีความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน
    • >= 126 mg/dl เข้าได้กับเบาหวาน นัดมาตรวจเลือดซ้ำ ถ้าผลตรวจเลือดซ้ำ พบว่า FBS>= 126 mg/dl เป็นจำนวน 2 ใน 3 ครั้งถือว่าเป็นเบาหวาน
  2. HbA1c (Glycated hemoglobin) เป็นการตรวจวัด hemoglobin ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งในเลือดที่สามารถเกิดปฏิกิริยาทางเคมีกับน้ำตาลที่อยู่ในเลือด และคงอยู่ในเลือดของเราได้นานถึง 8-12 สัปดาห์ ดังนั้นการตรวจวัดระดับของ HbA1c จึงสามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาลในเลือด ณ ช่วงเวลา และใช้ติดตามการควบคุมระดับน้ำตาลในระยะยาวของผู้ป่วยเบาหวานได้
    • ค่าปกติ 4.8-6.0 %
    • ค่าสูง >6.5% เป็นเบาหวาน


ไขมัน (Lipid profile)

วัตถุประสงค์ของการตรวจวัดระดับไขมันในเลือดเพื่อใช้บ่งชี้ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคสมองขาดเลือดจากการอุดตัน หรือตีบตันของเส้นเลือด และใช้ติดตามการรักษาในผู้ป่วยที่ได้รับยาลดระดับไขมันในเลือด
    การเตรียมผู้ป่วย ผู้ป่วยอดอาหารก่อนการเจาะเลือด 12 ชั่วโมง สำหรับการตรวจวัดระดับไขมันทุกชนิด (ดื่มน้ำเปล่าได้)
  1. Low-density lipoprotein (LDL-cholesterol) เป็นไขมันชนิดที่ทำหน้าที่นำพา cholesterol ในกระแสเลือดเรียก LDL-cholesterol ว่า ไขมันเลว
    • ค่าปกติ <100 mg/dL
    • ค่าสูง - ไขมันในเลือดสูง อาจมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดแข็ง (atherosclerosis) ส่งผลให้เกิดการตีบตันของเส้นเลือดในอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ และสมอง
  2. High-density lipoprotein (HDL-cholesterol) เป็นไขมันชนิดที่ทำหน้าที่เก็บกลับ cholesterol จากอวัยวะต่างๆ กลับเข้าสู่ตับซึ่งเป็นศูนย์กลางของกระบวนการสลายของไขมัน เรียก HDL-cholesterol ว่า ไขมันดี
    • ค่าปกติ >40 mg/dL (ผู้หญิง), >50 mg/dL (ผู้ชาย)
    • ค่าต่ำ - อาจมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดแข็ง (atherosclerosis) ส่งผลให้เกิดการตีบตันของเส้นเลือดในอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ และสมอง
  3. Total cholesterol เป็นไขมันชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นสารตั้งต้นในการผลิตฮอร์โมนต่างๆ เอนไซม์ และเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของผนังเซลล์ การตรวจวัดระดับคลอเลสเตอรอลจะบ่งชี้ระดับไขมันโดยรวม ทั้ง HDL-cholesterol, LDL-cholesterol และ triglyceride ภายในเลือด

    ค่าปกติ <200 mg/dL
  4. Triglyceride เป็นไขมันที่ถูกเก็บสะสมในร่างกายในเซลล์ไขมัน (adipose Tissue) ทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานให้แก่ร่างกาย ปกติจะตรวจควบคู่กับไขมันตัวอื่นๆ
    • ค่าปกติ <150 mg/dL
    • ค่าสูง - ไขมันในเลือดสูง


การทำงานของตับ (Liver function test)
    การเตรียมผู้ป่วย ผู้ป่วยไม่ต้องอดอาหารก่อนการเจาะเลือด
  1. Alanine aminotransferase (ALT) หรือ serum glutamate pyruvate transaminase (SGPT) เป็นเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่พบได้ในเซลล์ตับ ดังนั้นค่า ALT ที่ตรวจพบในกระแสเลือดสามารถบ่งชี้หน้าที่และความผิดปกติที่เกิดที่เซลล์ตับ โดยค่าปกติคือ 0-48 IU/L หากพบความผิดปกติของค่าดังกล่าว อาจต้องปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุเพิ่มเติม
  2. Aspartate aminotransferase (AST) หรือ serum glutamic oxalocetic transaminase (SGOT) เป็นเอนไซม์ ที่พบได้ในเซลล์ตับ และยังสามารถพบได้ในอวัยวะอื่น ๆ เช่น หัวใจ หรือกล้ามเนื้อลาย ด้วยเหตุนี้ AST จึงมีความจำเพาะต่อตับน้อยกว่า ALT โดยปกติมักตรวจคู่กับ ALT เพื่อประเมิณการทำงานของตับเบื้องต้น โดยค่าปกติคือ 0-35 IU/L หากพบความผิดปกติของค่าดังกล่าว อาจต้องปรึกษาแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุเพิ่มเติม
  3. Albumin เป็นโปรตีนที่สร้างจากตับ ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของน้ำเลือด ทำหน้าที่ควบคุมแรงดันออสโมติกของเลือด และทำหน้าที่เป็นโปรตีนนำพา (carrier) ของสารโมเลกุลที่ไม่ชอบละลายในน้ำ การตรวจวัดโปรตีนชนิดนี้สามารถใช้ประเมินการทำงานของตับ และสามารถบ่งบอกสมดุลของการสร้างของอัลบูมินที่ตับและการขับออกทางไต โดยค่าปกติคือ 3.5-5 mg/dL หากพบความผิดปกติของค่าดังกล่าว อาจต้องปรึกษาแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุเพิ่มเติม
  4. Total bilirubin เกิดจากกระบวนการสลายฮีโมโกลบินของเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ (ปกติจะมีอายุขัยประมาณ 120 วัน) ซึ่งกระบวนการสลายเกิดขึ้นที่ม้าม และ bilirubin จะถูกส่งมาที่ตับและจะขับออกทางเลือดและน้ำดี การตรวจวัด bilirubin สามารถบ่งบอกการทำงานของตับได้ โดยค่าปกติคือ < 2 mg/dL หากพบความผิดปกติของค่าดังกล่าว อาจต้องปรึกษาแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุเพิ่มเติม


การทำงานของไต (Renal function test)
    การเตรียมผู้ป่วย ผู้ป่วยไม่ต้องอดอาหารก่อนการเจาะเลือด แต่ควรงดอาหารประเภทเนื้อแดง 2-3 วัน ก่อนการตรวจ
  1. Blood urea nitrogen (BUN) เป็นของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญโปรตีนในร่างกาย และจะถูกกำจัดออกผ่านทางไต เมื่อปริมาณ BUN ในเลือดสูงขึ้นอาจบ่งชี้ถึงการทำงานของไตที่ลดลง
    • ค่าปกติ 10-20 mg/dL
    • ค่าสูง การทำงานของไตผิดปกติ การรับประทานอาหารประเภทโปรตีนมากเกินไป การขาดน้ำ
    • ค่าต่ำ มีความเสี่ยงภาวะขาดสารอาหาร การดูดซึมอาหารไม่ดี หรือตับทำงานผิดปกติ หรือรับยาบางชนิด
  2. Creatinine เป็นของเสียที่เกิดจากการสลายกล้ามเนื้อ ที่สามารถตรวจพบได้ในเลือด และถูกขับออกทางไตด้วยปริมาณคงที่ในแต่ละวัน เมื่อไตทำงานผิดปกติก็จะส่งผลต่อการกำจัด creatinine ในเลือด ดังนั้นการตรวจวัดระดับ creatinine สามารถบ่งชี้การทำงานของไตได้
    • ค่าปกติ 0.6-1.2 mg/dL
    • ค่าสูง บ่งบอกถึงการทำงานของไตที่เสื่อมสภาพจากภาวะบางอย่าง นิ่วในไต โดยพิจารณาร่วมกับค่า BUN
    • ค่าต่ำ มีความเสี่ยงภาวะขาดสารอาหาร การดูดซึมอาหารไม่ดี อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง


การตรวจความสมบูรณ์ของเลือด (Complete blood count, CBC)
  1. Red blood cell (RBC) การตรวจวัดจำนวนเม็ดเลือดแดง
    • ค่าปกติ 4.5-6.0 x 106 cell/mm3
    • ค่าสูง มีความเสี่ยงต่อภาวะเลือดข้น (polycythemia)
    • ค่าต่ำ มีความเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจาง (anemia)
  2. Hemoglobin (Hgb) เป็นโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของเม็ดเลือดแดง ทำหน้าที่นำพา oxygen เพื่อใช้ในกระบวนการต่างๆในเซลล์ การตรวจวัดจะบ่งบอกถึงความสามารถการนำพา oxygen ของเลือด ซึ่งจำนวนของ hemoglobin จะขึ้นกับจำนวนของเม็ดเลือดแดง
    • ค่าปกติ - ผู้ชาย 13-18 mg/dL - ผู้หญิง 12-16 mg/dL
    • ค่าสูง มีความเสี่ยงต่อภาวะเลือดข้น (polycythemia)
    • ค่าต่ำ มีความเสี่ยงภาวะโลหิตจาง (anemia)
  3. Hematocrit เป็นการวัดปริมาตรของเม็ดเลือดแดงอัดแน่นต่อปริมาณหนึ่งของเลือด
    • ค่าปกติ - ผู้ชาย 40-54 mg/dL - ผู้หญิง 37-47 mg/dL
    • ค่าสูง มีความเสี่ยงต่อภาวะเลือดข้น (polycythemia)
    • ค่าต่ำ มีความเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจาง (anemia)
  4. Platelet การตรวจวัดจำนวนเกล็ดเลือด ซึ่งมีประโยชน์ในการประเมินสภาพผู้ป่วยที่มีเลือดออกผิดปกติ
    • ค่าปกติ 150,000-440,000 cell/mm3
    • ค่าสูง มีความเสี่ยงต่อภาวะเกล็ดเลือดสูง (thrombocythemia)
    • ค่าต่ำ มีความเสี่ยงต่อภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (thrombocytopenia)
  5. White blood cell (WBC) การตรวจวัดจำนวนเม็ดเลือดขาว
    • ค่าปกติ 4-11 x 103 cell/mm3
    • ค่าสูง - อาจมีภาวะการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือไวรัสต่าง ๆ
    • ค่าต่ำ - มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือไวรัสต่าง ๆ
  6. Differential WBC การนับแยกชนิดของเม็ดเลือดขาว

    ค่าปกติ
    • Neutrophil 50-70%
    • Lymphocyte 20-40%
    • Monocyte 0-7%
    • Basophil 0-1%
    • Eosinophil 0-5%


    ค่าสูง
    • Neutrophil และ monocyte ทำหน้าที่ในการกำจัดเชื้อแบคทีเรีย จะพบค่าสูงเมื่อร่างกายมีการติดเชื้อแบคทีเรีย
    • Lymphocyte ทำหน้าที่กำจัดเชื้อไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรียบางชนิด พบค่าสูงเมื่อมีการติดเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรียบางชนิด
    • Eosinophil ทำหน้าที่เกี่ยวกับการทำลาย histamine หรือทำลายเนื้อเยื่อ พบค่าสูงเมื่อร่างกายมีอาการแพ้ ติดเชื้อพยาธิหรือปรสิต


เอกสารอ้างอิง
  1. C. A. Burtis and E. R. Ashwood, Tietz Textbook of Clinical Chemistry (1994) 2nd edition, ISBN 0-7216-4472-4
  2. Mayo Clinic. Complete blood count (CBC) [Internet]. 2016 [cited 2017 Apr 16]. Available from: http://www.mayoclinic.org/tests-procedures/complete-blood-count/home/ovc-20257165.
  3. Constantino BT. Reporting and grading of abnormal red blood cell morphology. Int J Lab Hematol 2015;37(1):1-7.

งานประชุมวิชาการที่กำลังเปิดรับสมัคร


บทความที่ถูกอ่านล่าสุด


แพ้ยา ป้องกันได้ 1 นาทีที่แล้ว

อ่านบทความทั้งหมด



ข้อจำกัดด้านลิขสิทธิ์บทความ:
บทความในหน้าที่ปรากฎนี้สามารถนำไปทำซ้ำเพื่อเผยแพร่ในเว็บไซต์ หรือสิ่งพิมพ์อื่นๆ โดยไม่มีวัตถุประสงค์ในเชิงพาณิชย์ได้ ทั้งนี้การนำไปทำซ้ำนั้นยังคงต้องปรากฎชื่อผู้แต่งบทความ และห้ามตัดต่อหรือเรียบเรียงเนื้อหาในบทความนี้ใหม่โดยเด็ดขาด และกรณีที่ท่านได้นำบทความนี้ไปใช้ในเว็บเพจของท่าน ให้สร้าง Hyperlink เพื่อสร้าง link อ้างอิงบทความนี้มายังหน้านี้ด้วย

-

 ปรับขนาดอักษร 

+

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

447 ถนนศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400

ดูเบอร์ติดต่อหน่วยงานต่างๆ | ดูข้อมูลการเดินทางและแผนที่

เว็บไซต์นี้ออกแบบและพัฒนาโดย งานเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อการเรียนการสอน คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
Copyright © 2013-2015